วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรมแห่งชีวิต

ใน อดีตการตายมักเกิดขึ้นที่บ้าน ปู่ย่าตายายจากไปท่ามกลางลูกหลาน มีพระสวดเทศน์นำทาง แต่ปัจจุบันคนเราแม้ถึงคราวตาย แต่ก็มิอาจจากไปง่ายดายเช่นนั้น

ด้วย เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่อาจยึดยื้อชีวิตเราให้ยืนยาวขึ้น ซึ่งหลายกรณีเทคโนโลยีกลับกลายเป็นการยื้อความตาย ความทุกข์ทรมานให้ยาวนานออกไป พ่วงด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล เป็นพันธนาการที่สาหัสทั้งจิตใจและร่างกาย

คนป่วยหนักจำนวนไม่น้อยที่ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า ผักเข้าทำนองเจ้าหญิงนิทรา ไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งรอบตัว ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหลายคนอาจประสงค์จะไม่รับการใส่ท่อช่วยหายใจที่เป็นไปเพื่อ ยืดการตายออกไป แต่คำร้องดังกล่าวมักถูกปฏิเสธทั้งจากญาติและผู้ให้การรักษา โดยเห็นว่าเป็นความอกตัญญูต่อบุพการี ทั้งบุคลากรทางการแพทย์เอง ส่วนใหญ่ก็ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ด้วยวิตกว่าจะถูกฟ้องร้องเอาผิดจนอาจเสียชื่อและขาดความมั่นใจในการรักษาต่อ ไป สภาพ การณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน และไร้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ขณะที่ญาติผู้ดูแลและครอบครัวก็ต้องตกอยู่กับภาวะหมองเศร้า สิ้นหวัง ไร้ทางออก ไม่นับรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกมหาศาลที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากค่ารักษา พยาบาลและการใช้เทคโนโลยีที่เกินจำเป็น

ปัจจุบัน ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก หากเจ้าของทรัพย์สินรู้จักบริหารจัดการในระหว่างทายาท ลูก หลาน และผู้ที่เกี่ยว ก็อาจจะทำให้ปัญหาลดลง นำมาซึ่งสงบ และสันติสุขในสถาบันครอบครัว การทำพินัยกรรมก็เป็นทางออกประการหนึ่ง จึงได้นำเสนอเพื่อเป็นวิทยาทาน

1. พินัยกรรม

พินัยกรรม คือ การแสดงเจตนาโดยพินัยกรรม กำหนดการเผื่อตาย ในเรื่องทรัพย์สินของตนเองหรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย

2. บุคคลซึ่งจะเป็นผู้ทำพินัยกรรมได้

บุคคลซึ่งจะเป็นผู้ทำพินัยกรรมได้ คือ

(๑) ต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น

(๒) ผู้เยาว์สามารถทำพินัยกรรมได้หากผู้เยาว์นั้นมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์

(๓) คนวิกลจริต ซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ (คนบ้า) หากได้ทำพินัยกรรม พินัยกรรมเป็นโมฆะ ถ้าศาลยังไม่สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมนั้นใช้ได้ จะใช้ไม่ได้ (เสียเปล่า) ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นได้ทำพินัยกรรมในขณะที่บุคคลนั้นเป็นคนวิกลจริต

(๔) คนเสมือนไร้ความสามารถ ทำพินัยกรรมได้มีผลสมบูรณ์

3. กรณีที่ข้อกำหนดให้พินัยกรรมตกไปใช้บังคับไม่ได้ ได้แก่กรณีที่

ก. เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

ข. เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือปรากฏเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้

ค. เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม

ง. เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหายหรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรมมิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมมิได้มาซึ่งของแทนหรือซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายไป

4. แบบพินัยกรรม

พินัยกรรมแบบธรรมดา ผู้ทำพินัยกรรมแบบธรรมดาต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) ต้องทำพินัยกรรมเป็นหนังสือ

(๒) พินัยกรรมที่ทำขึ้นต้องลง วันที่ เดือน ปี ขณะที่ทำพินัยกรรม ถ้าไม่ลงไว้พินัยกรรมเป็นโมฆะ

(๓) ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พร้อมกัน ถ้าเขียนชื่อตนเองไม่เป็นจะพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ แต่ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายนิ้วมือนั้นอีก 2 คน เมื่อผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อแล้ว จะต้องให้พยานอีก 2 คน ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้นด้วย ซึ่งพยานที่ลงลายมือชื่อรับรองดังกล่าวจะต้องเขียนชื่อตนเองเป็นมิฉะนั้นแล้วไม่สามารถเป็นพยานในพินัยกรรมได้

(๔) ถ้าจะมีการแก้ไขพินัยกรรมโดยการขูด ขีด ลบ หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น จะต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน มิฉะนั้นพินัยกรรมส่วนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สมบูรณ์ แต่คงเสียไปเฉพาะแต่ข้อกำหนดนั้นเท่านั้น หาทำให้พินัยกรรมส่วนอื่นเสียไปทั้งฉบับด้วยไม่

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมเป็นหนังสือด้วยลายมือตนเองจะให้ผู้อื่นเขียนให้มิได้ ดังนั้น พินัยกรรมแบบนี้ถ้าผู้ทำพินัยกรรมเขียนหนังสือไม่เป็นก็ไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบนี้ได้

(๒) ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องลงวันที่ เดือน ปี และลายมือชื่อของตนในพินัยกรรม จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานรับรอง 2 คน ไม่ได้

(๓) กรณีที่จะมีการขูดลบ ตก เติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องทำเอง แล้วลงลายมือชื่อกำกับมิฉะนั้นพินัยกรรมในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์

พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน

(๒) การแจ้งข้อความตามข้อ 1 ก็เพื่อให้ผู้อำนวยการเขต หรือนายอำเภอจดข้อความ เสร็จแล้วต้องอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง

(๓) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่าข้อความนั้นถูกแล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือไว้เป็นสำคัญ

(๔) ผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอ ต้องลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี พร้อมกับเขียนลงไปในพินัยกรรมด้วยว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้อง เสร็จแล้วประทับตราประจำตำแหน่ง

(๕) กรณีมีการขูดลบ ตกเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนี้ ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และผู้อำนวยการเขต หรือนายอำเภอจะต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้มิฉะนั้นพินัยกรรมในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์

พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องปฏิบัติดังนี้

(๑) ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม

(๒) ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมใส่ซองแล้วปิดผนึก เสร็จแล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น

(๓) ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอและพยานอีกอย่างน้อย 2 คน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้เป็นผู้เขียนเองโดยตลอด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งชื่อและที่อยู่ของผู้เขียนให้ทราบด้วย

(๔) เมื่อผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอ จดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวัน เดือน ปี ที่นำพินัยกรรมมาแสดงไว้บนซองและประทับตราประจำตำแหน่งแล้ว ผู้ทำพินัยกรรม, ผู้อำนวยการเขต หรือนายอำเภอและพยานต้องลงลายมือชื่อบนซองนั้น

(๕) การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขพินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ มิฉะนั้นพินัยกรรมในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์

(๖) ในกรณีผู้ทำพินัยกรรมเป็นใบ้ หูหนวก หรือพูดไม่ได้ ผู้นั้นต้องเขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมต่อหน้านายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตและพยานด้วยข้อความว่าพินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตนแทนการให้ถ้อยคำตามข้อ ๓

พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา เมื่อมีพฤติกรรมพิเศษไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบใดแบบหนึ่งได้ดังกล่าว เช่น ผู้ทำพินัยกรรมตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือมีโรคระบาด หรือมีสงคราม บุคคลดังกล่าวจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้ โดย

(๑) ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงความประสงค์จะทำพินัยกรรมต่อหน้าพยาน ๒ คนพร้อมกัน ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น

(๒) พยานทั้ง ๒ คนนั้นต้องไปแสดงตัวต่อผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอโดยไม่ชักช้า และแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้นทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรม และพฤติการณ์พิเศษด้วย

(๓) ผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอ ต้องจดข้อความที่พยานแจ้งดังกล่าว

(๔) พยานทั้ง ๒ คน ต้องลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเขียนชื่อตนเองไม่ได้จะลงลายพิมพ์นิ้วมือ

เรียบเรียงโดย นายอริสมันต์ โต๊ะปอง ห้อง 502 เลขที่ 45

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

การรับสินบน

รมช. ถูกอิรักจำคุก8ปี ขนส่ง รับสินบนบริษัทผู้ดี

รมต.ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับสนามบินกรุงแบกแดดของอิรัก ถูกศาลตัดสินโทษจำคุก 8 ปี ข้อหาพยายามรีดไถเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากบริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยต่างชาติเพื่อแลกกับสัญญาทำธุรกิจ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 21ธ.ค.ว่า รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับสนามบินกรุงแบกแดดของอิรัก ถูกศาลตัดสินโทษจำคุก 8 ปี ข้อหาพยายามรีดไถเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากบริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยต่างชาติเพื่อแลกกับสัญญาทำธุรกิจ โดยนายอัดนัน อัล-โอเบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการขนส่งของอิรัก ถูกศาลตัดสินผิดและจำคุกข้างต้นเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา หลังถูกจับกุมเมื่อต้นเดือน ก.ย. ทั้งนี้ ตามผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อิรัก พบว่านายโอเบดี เรียกรับเงินจากบริษัทต่างชาติ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แลกกับสัญญาจ้างงานเข้ามาทำการดูแลความปลอดภัยที่สนามบินนานาชาติกรุงแบกแดด โดยเงินก้อนแรก นายโอเบดี เรียกแค่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนที่เหลือให้จ่ายในช่วงที่มีการเซ็นสัญญากันแล้ว โดยข่าวไม่ระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทต่างชาติที่ถูกเรียกรับเงิน แต่เมื่อเดือนพ.ย. อิรักเลือกบริษัทอาร์เมอร์กรุ๊ปของอังกฤษ เข้ามารับงานดูแลความปลอดภัยสนามบินกรุงแบกแดดด้วยสัญญามูลค่า 22.5ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อจากบริษัทซาเบอร์ของแอฟริกาใต้ที่ทำหน้าที่นี้มาก่อนหมดสัญญา

นายอริสมันต์ โต๊ะปอง รปศ 502 เลขที่ 45

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรม
การทำพินัยกรรมมี5ประเภทประกอบด้วย
1.พินัยกรรมแบบธรรมดา
2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
3.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
4.พินัยกรรมทำแบบเอกสารลับ
5.พินัยกรรมทำด้วยวาจา
พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (แบบที่สอง)
พินัยกรรม

ทำที่……………………………….
วันที่…………เดือน……………………พ.ศ. ………...

ข้าพเจ้า………………………………..……... อายุ…….…ปี อยู่บ้านเลขที่…….…….. หมู่ที่…...….. ถนน…………………………….ตำบล/แขวง…………………………..อำเภอ/เขต...........................…............ จังหวัด........................................ ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้ เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่....................................... ...........................................................แต่ผู้เดียว
พินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าเขียนด้วยลายมือของข้าพเจ้าทั้งฉบับ ได้ทำไว้ ๒ ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่.................................................. อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่.......................................
ขณะทำพินัยกรรมข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะปกติ
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยตลอดแล้ว

ลงชื่อ................................................ผู้ทำพินัยกรรม
จัดทำโดยนายอดิศักดิ์ ทองเส็ม รปศ.502 ,40

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

ลักษณะสำคัญของ "กฎหมายครอบครัว"


1.การหมั้น
2. การสมรส
3. ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา
4. ความสัมพันธ์ในครอบครัว


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีจุดประสงค์ที่จะให้ครอบครัวมีความสูขในการใช้ชีวิตและคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของแต่ละบุคคลให้มีความเท่าเทียมกัน


อดิศักดิ์ ทองเส็ม 502 , 40
การรับบุตรบุญธรรมเขาทำกันอย่างไร

เคยดูในละครแล้ว สงสัยว่าการรับบุตรบุญธรรมเขาทำกันอย่างไร คือในละครนั้นอาจจะเป็นเรืองที่ดูเหมือนง่าย ไม่สลับซับซ้อน ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่เรืองจริงนั้นมันก็ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำตามขั้นตอน ตามหลักเกณฑ์ ตามกฎหมาย และเงือนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายมาตราดังนี้
หลักเกณฑ์ของผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม
1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วย
3. กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก
· พ่อและแม่กรณีที่มีทั้งพ่อและแม่
· พ่อหรือแม่ กรณีที่แม่หรือพ่อตายหรือถูกถอนอำนาจการปกครอง
· ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจผู้ให้ความยินยอม หรือกรณีพ่อหรือแม่ไม่ให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุผลสมควร ให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือผู้ที่จะขอรับบุตรบุญธรรม หรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแทนการให้ความยินยอมก็ได้
ถ้าผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ หรือสถาบันซึ่งทางราชการหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองในการจัดตั้งขึ้น หรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องได้รับความยินยอมของผู้รับผิดชอบในกิจการสถานสงเคราะห์หรือของบุคคลดังกล่าว
4. ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน แต่ในกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
5. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น

ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะ
· ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต แห่งใดก็ได้
· ผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรมที่มีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม

กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์
· คณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม จะต้องทำการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ความสามารถที่จะเลี้ยงดูเด็ก ดูสภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ จากนั้นจึงจะออก "หนังสืออนุมัติจากคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม"
· ผู้ที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร(รวมทั้งชาวต่างประเทศ) ให้ยื่นคำขอ ณ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (กรมประชาสงเคราะห์) และสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือที่ทำการประชาสงเคราะห์จังหวัด พร้อมหนังสือยินยอมจากบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอม
· ชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาถาวรอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นคำขอผ่านหน่วยงานประชาสงเคราะห์หรือ องค์การสังคมสงเคราะห์ที่รัฐบาลของประเทศนั้นมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องบุตรบุญธรรม
· เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้วให้ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนดังกล่าว
· ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม
· เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องลงนามในช่องผู้ร้องขอจดทะเบียน ด้วย

ประโยชน์ที่เกิดจากการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
· ผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุล และมีสิทธิ์รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิ์รับมรดกของบุตรบุญธรรม
· ผู้รับบุตรบุญธรรม มีอำนาจปกครองให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม และ ถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานของผู้รับบุตรบุญธรรมเสมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย นับแต่วันจดทะเบียน
· พ่อแม่โดยกำเนิด หมดอำนาจปกครองนับแต่วันจดทะเบียน แต่ไม่ขาดจากการเป็นพ่อแม่และบุตรบุญธรรมไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่กำเนิดมา

สรุป การรับบุตรบุญธรรมไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องทำตามขั้นตอน ตามหลักเกณฑ์ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

เรียบเรียงโดย นายอริสมันต์ โต๊ะปอง รปศ 502 เลขที่ 45

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สิทธิการตาย

"สิทธิการตาย" เรื่องใหม่ของคนไทย
เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่าน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เต็มๆ วันนี้เอง ทั้งที่มีการประกาศบังคับใช้ไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแล้ว มีประเด็นหนึ่งในมาตรา 12 ที่น่าสนใจ ซึ่งกล่าวไว้ว่า
"บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวง
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"
จะเห็นได้ว่ามาตรานี้ ทำให้เกิดสิทธิขึ้น 2 อย่างด้วยกัน คือ
สิทธิการตาย - เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
"สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้
ผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ในเรื่องของ "สิทธิการตาย" ถ้าเป็นต่างประเทศก็คงจะไม่ค่อยแปลกนัก เนื่องจากเราเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างประเทศ บ่อยครั้งที่ตัวละครเมื่อป่วยเป็นโรคร้ายและพอรู้ว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่นก็มักจะยอมตาย หรือเป็นการยอมตายเพื่อยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
ในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศที่มีวิทยาการแพทย์และกฎหมายก้าวหน้าไปกว่าบ้านเรา จะมีแบบฟอร์มการรักษาพยาบาลซึ่งผู้ป่วยต้องกรอกไว้ เช่น เรื่องให้ความยินยอมรับการรักษาจากแพทย์ (Informed Consent) อีกทั้งยังต้องมีใบแสดงเจตจำนงที่ไม่ยอมรับการรักษาในกรณีที่ตกอยู่ในสภาพที่ป่วยเป็นโรคซึ่งหมดหนทางเยียวยาแล้ว หรือที่แพทย์เรียกกันว่า DNR (Do Not Resuscitate) ผู้ป่วยกรอกแบบฟอร์มไว้ล่วงหน้า ซึ่งในรายที่มีคำสั่ง DNR ไว้ แพทย์ต้องหยุดการกระทำที่จะเป็นการยื้อชีวิตทุกอย่าง มิฉะนั้นอาจตกเป็นจำเลยได้ เพราะต้องเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยที่มีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยได้ทำพินัยกรรมก่อนตาย (Living Will) ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าขอใช้ "สิทธิการตาย" (อย่างสมศักดิ์ศรี) ตามที่กฎหมายรับรอง ห้ามแพทย์ละเมิดสิทธิ์นี้โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ครอบครัวเริ่มจากการที่ชายหญิงได้สมรสกันแล้วร่วมอยู่กินเป็นสามีภรรยากันจะมีบุตรหรือไม่มีบุตรก็ต้องถือว่าเป็นครอบครัวแล้ว แต่ถ้ามีบุตรด้วยกันก็ถือว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ การหมั้น การที่ชายหญิงจะสมรสกันก็มีการหมั้นกันก่อนตามประเพณี แต่ถ้าถามว่า ชายหญิงที่จะสมรสกันต้องทำการหมั้นกันก่อนเสมอไปหรือไม่ ขอตอบว่า กฎหมายไม่ได้บังคับครับ จะทำการสมรสกันโดยไม่มีการหมั้นกันก่อนก็ได้ครับการหมั้น เป็นเพียงการปฏิบัติตามประเพณีที่ปฎิบัติกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันเท่านั้น เป็นทำนองคล้ายกับว่าเป็นการจับจองหรือการมัดจำ เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นหลักประกัน การหมั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย การหมั้น จะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว ถ้าทั้งชายและหญิงหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอายุไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์จะเป็นโมฆะตามกฎหมาย ครับ ผู้เยาว์ จะทำการหมั้นกันได้ ก็ต้องได้รับความยินยอมจาก บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดารดา บิดาหรือมารดา กรณีที่บิดาหรือมารดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรืออยู่ในสภาพที่ไม่อาจให้ความยินยอมได้ ผู้รับบุตรบุญธรรม กรณีผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม ผู้ปกครอง กรณีที่ไม่มีทั้งบิดา มารดา หรือผู้รับบุตรบุญธรรม หรือมีแต่ถูกถอนอำนาจปกครอง การหมั้นที่ไม่ได้รับความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ การหมั้น จะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น (ป.พ.พ.มาตรา 1437 วรรคแรก) เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นจะตกเป็นสิทธิแก่ใคร เรื่องนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า "เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง"มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจมีคำถามว่า "สินสอด" คืออะไร สินสอดก็คือ ทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส** การหมั้นจำเป็นต้องมีของหมั้นหรือไม่ ?++ การหมั้น จำเป็นต้องมีของหมั้น มิฉะนั้นการหมั้นจะไม่สมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรค 1 ซึ่งวางหลักไว้ว่า " การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น "** เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่ใคร ?++ เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง (ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรค 2)** เมื่อมีการหมั้นแล้วถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมสมรสด้วย ฝ่ายที่ถูกเบี้ยวจะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้หรือไม่++ ไม่ได้...ถึงแม้จะมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนี้ก็เป็นโมฆะ (ป.พ.พ.มาตรา 1438)** อ้าว..แล้วจะให้ทำอย่างไรละ..อย่างงี้ก็แย่ละสิ ?++ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดไว้ว่าการหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ แต่กฎหมายก็ได้วางหลักไว้เพื่อเป็นทางออกของทั้งสองฝ่ายในเรื่องนี้ว่า " เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทนได้ ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญานอกจากจะรับผิดเรื่องค่าทดแทนแล้วก็ยังต้องคืนของหมั้นให้แก่ชายด้วย " (ป.พ.พ.มาตรา 1439)....ไม่ต้องตกใจครับ ยังมีกฎหมายคุ้มครองอยู่....** ค่าทดแทนที่จะเรียกได้ มีอะไรบ้างล่ะ ?++ ค่าทดแทนที่อาจเรียกกันได้มีดังนี้ 1. ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น 2. ค่าทดแทนความเสียหาย ในการที่คู่หมั้น บิดา มารดา หรือผู้ปกครองได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามควร 3. ค่าทดแทนความเสียหาย เนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือธุรกิจของตนไปตามสมควรโดยคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส เช่น หญิงขายบ้านและที่ดินของตนไปในราคาต่ำกว่าราคาตลาด หรือขายกิจการธุรกิจของตนไปในราคาต่ำกว่าปกติ ด้วยคาดหวังว่าเมื่อได้ทำการสมรสกับชายแล้วจะติดตามสามีไปอยู่ในต่างประเทศ แต่ฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้นไม่ยอมสมรสด้วย ฝ่ายหญิงจึงเรียกค่าทดแทนส่วนนี้ได้** ค่าทดแทนที่ว่ามานี้จะกำหนดกันอย่างไรละ ?++ ก็แล้วแต่จะตกลงกัน ถ้าตกลงกันได้ก็ให้เป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้เสียหาย ซึ่งหญิงมีสิทธิได้รับของหมั้นอยู่แล้วถ้าพิจารณาราคาของหมั้นแล้วยังท่วมค่าเสียหายอยู่ ศาลอาจพิจารณาว่าของหมั้นมีราคาเพียงพอกับความเสียหายแล้ว เช่น ของหมั้นเป็นแหวนเพ็ชร ราคา 150,000 บาท แต่ฝ่ายหญิงได้รับความเสียหายเพียง 30,000 บาท ศาลอาจถือว่าของหมั้นมีราคาเพียงพอกับความเสียหายแล้ว ชายไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าทดแทนอีกก็ได้** แล้วถ้าหมั้นกันแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรสล่ะ...อีกฝ่ายจะเรียกค่าทดแทนได้ไหม ?++ ในกรณีนี้กฎหมายบอกว่าจะเรียกร้องค่าทดแทนกันไม่ได้ ส่วนสินสอดของหมั้นไม่ว่าชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย (ป.พ.พ. มาตรา 1441)** เมื่อหมั้นกันแล้ว หญิงคู่หมั้นไปร่วมประเวณีกับชายอื่น ชายคู่หมั้นจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง ?++ มีสิทธิตามกฎหมาย ดังนี้ 1. บอกเลิกสัญญาหมั้นกับญิงคู่หมั้นและเรียกร้องให้หญิงคืนของหมั้นได้ 2. เรียกค่าทดแทนจากชายอื่นซึ่งได้ร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้นของตนโดยที่รู้หรือควรจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นกับชายคู่หมั้นแล้ว** แล้วถ้ามีการหมั้นกันแล้ว หญิงคู่หมั้นถูกข่มขืนกระทำชำเราจากชายอื่น ชายคู่หมั้นจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง ?++ มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นที่ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยามยามข่มขืนกระทำชำเราหญิงคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นแล้วได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น (ป.พ.พ. มาตรา 1446)** เมื่อชายหญิงได้ทำการสมรสกันแล้ว ของหมั้นที่หญิงได้มาจะจัดการอย่างไร ?++ ของหมั้นที่หญิงได้รับมาจากชายได้ตกเป็นสิทธิแก่หญิงในขณะหมั้น เป็นทรัพย์สินที่หญิงได้มาก่อนสมรสจึงถือว่าเป็นสินส่วนตัว หญิงมีสิทธิจะจัดการแก่ของหมั้นได้ทุกกรณีโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากสามี