"สิทธิการตาย" เรื่องใหม่ของคนไทย
เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่าน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เต็มๆ วันนี้เอง ทั้งที่มีการประกาศบังคับใช้ไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแล้ว มีประเด็นหนึ่งในมาตรา 12 ที่น่าสนใจ ซึ่งกล่าวไว้ว่า
"บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวง
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"
จะเห็นได้ว่ามาตรานี้ ทำให้เกิดสิทธิขึ้น 2 อย่างด้วยกัน คือ
สิทธิการตาย - เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
"สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้
ผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ในเรื่องของ "สิทธิการตาย" ถ้าเป็นต่างประเทศก็คงจะไม่ค่อยแปลกนัก เนื่องจากเราเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างประเทศ บ่อยครั้งที่ตัวละครเมื่อป่วยเป็นโรคร้ายและพอรู้ว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่นก็มักจะยอมตาย หรือเป็นการยอมตายเพื่อยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
ในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศที่มีวิทยาการแพทย์และกฎหมายก้าวหน้าไปกว่าบ้านเรา จะมีแบบฟอร์มการรักษาพยาบาลซึ่งผู้ป่วยต้องกรอกไว้ เช่น เรื่องให้ความยินยอมรับการรักษาจากแพทย์ (Informed Consent) อีกทั้งยังต้องมีใบแสดงเจตจำนงที่ไม่ยอมรับการรักษาในกรณีที่ตกอยู่ในสภาพที่ป่วยเป็นโรคซึ่งหมดหนทางเยียวยาแล้ว หรือที่แพทย์เรียกกันว่า DNR (Do Not Resuscitate) ผู้ป่วยกรอกแบบฟอร์มไว้ล่วงหน้า ซึ่งในรายที่มีคำสั่ง DNR ไว้ แพทย์ต้องหยุดการกระทำที่จะเป็นการยื้อชีวิตทุกอย่าง มิฉะนั้นอาจตกเป็นจำเลยได้ เพราะต้องเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยที่มีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยได้ทำพินัยกรรมก่อนตาย (Living Will) ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าขอใช้ "สิทธิการตาย" (อย่างสมศักดิ์ศรี) ตามที่กฎหมายรับรอง ห้ามแพทย์ละเมิดสิทธิ์นี้โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ครอบครัวเริ่มจากการที่ชายหญิงได้สมรสกันแล้วร่วมอยู่กินเป็นสามีภรรยากันจะมีบุตรหรือไม่มีบุตรก็ต้องถือว่าเป็นครอบครัวแล้ว แต่ถ้ามีบุตรด้วยกันก็ถือว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ การหมั้น การที่ชายหญิงจะสมรสกันก็มีการหมั้นกันก่อนตามประเพณี แต่ถ้าถามว่า ชายหญิงที่จะสมรสกันต้องทำการหมั้นกันก่อนเสมอไปหรือไม่ ขอตอบว่า กฎหมายไม่ได้บังคับครับ จะทำการสมรสกันโดยไม่มีการหมั้นกันก่อนก็ได้ครับการหมั้น เป็นเพียงการปฏิบัติตามประเพณีที่ปฎิบัติกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันเท่านั้น เป็นทำนองคล้ายกับว่าเป็นการจับจองหรือการมัดจำ เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นหลักประกัน การหมั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย การหมั้น จะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว ถ้าทั้งชายและหญิงหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอายุไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์จะเป็นโมฆะตามกฎหมาย ครับ ผู้เยาว์ จะทำการหมั้นกันได้ ก็ต้องได้รับความยินยอมจาก บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดารดา บิดาหรือมารดา กรณีที่บิดาหรือมารดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรืออยู่ในสภาพที่ไม่อาจให้ความยินยอมได้ ผู้รับบุตรบุญธรรม กรณีผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม ผู้ปกครอง กรณีที่ไม่มีทั้งบิดา มารดา หรือผู้รับบุตรบุญธรรม หรือมีแต่ถูกถอนอำนาจปกครอง การหมั้นที่ไม่ได้รับความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ การหมั้น จะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น (ป.พ.พ.มาตรา 1437 วรรคแรก) เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นจะตกเป็นสิทธิแก่ใคร เรื่องนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า "เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง"มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจมีคำถามว่า "สินสอด" คืออะไร สินสอดก็คือ ทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส** การหมั้นจำเป็นต้องมีของหมั้นหรือไม่ ?++ การหมั้น จำเป็นต้องมีของหมั้น มิฉะนั้นการหมั้นจะไม่สมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรค 1 ซึ่งวางหลักไว้ว่า " การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น "** เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่ใคร ?++ เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง (ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรค 2)** เมื่อมีการหมั้นแล้วถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมสมรสด้วย ฝ่ายที่ถูกเบี้ยวจะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้หรือไม่++ ไม่ได้...ถึงแม้จะมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนี้ก็เป็นโมฆะ (ป.พ.พ.มาตรา 1438)** อ้าว..แล้วจะให้ทำอย่างไรละ..อย่างงี้ก็แย่ละสิ ?++ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดไว้ว่าการหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ แต่กฎหมายก็ได้วางหลักไว้เพื่อเป็นทางออกของทั้งสองฝ่ายในเรื่องนี้ว่า " เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทนได้ ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญานอกจากจะรับผิดเรื่องค่าทดแทนแล้วก็ยังต้องคืนของหมั้นให้แก่ชายด้วย " (ป.พ.พ.มาตรา 1439)....ไม่ต้องตกใจครับ ยังมีกฎหมายคุ้มครองอยู่....** ค่าทดแทนที่จะเรียกได้ มีอะไรบ้างล่ะ ?++ ค่าทดแทนที่อาจเรียกกันได้มีดังนี้ 1. ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น 2. ค่าทดแทนความเสียหาย ในการที่คู่หมั้น บิดา มารดา หรือผู้ปกครองได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามควร 3. ค่าทดแทนความเสียหาย เนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือธุรกิจของตนไปตามสมควรโดยคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส เช่น หญิงขายบ้านและที่ดินของตนไปในราคาต่ำกว่าราคาตลาด หรือขายกิจการธุรกิจของตนไปในราคาต่ำกว่าปกติ ด้วยคาดหวังว่าเมื่อได้ทำการสมรสกับชายแล้วจะติดตามสามีไปอยู่ในต่างประเทศ แต่ฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้นไม่ยอมสมรสด้วย ฝ่ายหญิงจึงเรียกค่าทดแทนส่วนนี้ได้** ค่าทดแทนที่ว่ามานี้จะกำหนดกันอย่างไรละ ?++ ก็แล้วแต่จะตกลงกัน ถ้าตกลงกันได้ก็ให้เป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้เสียหาย ซึ่งหญิงมีสิทธิได้รับของหมั้นอยู่แล้วถ้าพิจารณาราคาของหมั้นแล้วยังท่วมค่าเสียหายอยู่ ศาลอาจพิจารณาว่าของหมั้นมีราคาเพียงพอกับความเสียหายแล้ว เช่น ของหมั้นเป็นแหวนเพ็ชร ราคา 150,000 บาท แต่ฝ่ายหญิงได้รับความเสียหายเพียง 30,000 บาท ศาลอาจถือว่าของหมั้นมีราคาเพียงพอกับความเสียหายแล้ว ชายไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าทดแทนอีกก็ได้** แล้วถ้าหมั้นกันแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรสล่ะ...อีกฝ่ายจะเรียกค่าทดแทนได้ไหม ?++ ในกรณีนี้กฎหมายบอกว่าจะเรียกร้องค่าทดแทนกันไม่ได้ ส่วนสินสอดของหมั้นไม่ว่าชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย (ป.พ.พ. มาตรา 1441)** เมื่อหมั้นกันแล้ว หญิงคู่หมั้นไปร่วมประเวณีกับชายอื่น ชายคู่หมั้นจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง ?++ มีสิทธิตามกฎหมาย ดังนี้ 1. บอกเลิกสัญญาหมั้นกับญิงคู่หมั้นและเรียกร้องให้หญิงคืนของหมั้นได้ 2. เรียกค่าทดแทนจากชายอื่นซึ่งได้ร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้นของตนโดยที่รู้หรือควรจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นกับชายคู่หมั้นแล้ว** แล้วถ้ามีการหมั้นกันแล้ว หญิงคู่หมั้นถูกข่มขืนกระทำชำเราจากชายอื่น ชายคู่หมั้นจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง ?++ มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นที่ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยามยามข่มขืนกระทำชำเราหญิงคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นแล้วได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น (ป.พ.พ. มาตรา 1446)** เมื่อชายหญิงได้ทำการสมรสกันแล้ว ของหมั้นที่หญิงได้มาจะจัดการอย่างไร ?++ ของหมั้นที่หญิงได้รับมาจากชายได้ตกเป็นสิทธิแก่หญิงในขณะหมั้น เป็นทรัพย์สินที่หญิงได้มาก่อนสมรสจึงถือว่าเป็นสินส่วนตัว หญิงมีสิทธิจะจัดการแก่ของหมั้นได้ทุกกรณีโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากสามี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

